Uncategorized

๒. คนดี

     “ดีเพราะไม่ชั่ว ดีเพราะมีดี ดีเพราะไม่ทำลายดี”

      คนดีหรือความเป็นคนดีนั้นเป็นความหมายส่วนหนึ่งของคำว่า บัณฑิต ความเป็นคนดีนั้นหากจัดตำแหน่งโดยเชิงอริยสัจแล้ว ได้แก่ นิโรธ คือ ผลที่เราต้องการได้ ต้องการถึงว่าด้วยความต้องการแล้ว ทุกคนต้องการเป็นคนดีด้วยกันทุกคน ไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วไม่อยากเป็นคนดี

เมื่อทุกคนปรารถนาจะเป็นคนดี แต่ก็ไมได้รับความสมหวังไปทุกคน คนที่อยากดีแต่ไม่ได้ดียังมีอยู่มาก มีความจริงอยู่ว่า หากความสำเร็จของคนจะมีได้ เพราะเพียงแต่ตั้งความปรารถนาแล้ว ในโลกจะไม่มีคนเลว จะดีกันหมด แต่เพราะความเป็นคนดีจะสำเร็จได้ก็โดยอาศัยเหตุปัจจุบันที่สูงกว่าเท่านั้น

ในธรรมนิติกล่าวไว้ว่า ผู้ใดเห็นภรรยาคนอื่นเหมือนแม่บังเกิดเกล้า เห็นสมบัติคนอื่นเหมือนก้อนดิน เห็นชีวิตสัตว์ทั้งหลายเท่าชีวิตตนเอง ผู้นั้นแลเป็นคนดี

คนดี ต้องมีความดี ๓ อย่างคือ

๑. รู้ดี

๒. สามารถดี

๓. ประพฤติดี

ดีแรกคือ รู้ดี เป็นเรื่องดีในด้านสติปัญญา จะช่วยให้รู้จักเข้าใจอะไรต่างๆในโลกรอบๆตัว เพราะความรู้นับว่าเป็นแสงสว่างของชีวิต คอยอำนวยช่วยประคองให้ตนดำเนินชีวิตไม่ผิดพลาด ไม่ประมาท

ดีที่สองคือ สามารถดี ความสามารถดีนี้ถ้ามีในคนใดแล้วก็นับถือกันว่า เป็นคนดีมีฝีมือ เป็นคนเก่งไม่ว่าจะดีมีฝีมือในเรื่องอะไร ก็นับว่าดีในแง่ความสามารถ คนดีมีความสามารถโลดยกย่องนับถือ ยิ่งสามารถหลายด้านคนก็ยิ่งนับถือมาก แต่ถ้าเรามีความรู้ย่างเดียว ไม่มีความสามารถก็จะไม่ช่วยให้เกิดความสามารถขึ้นมาได้

ถึงรู้ดีมีวิชาปัญญามาก

ไม่รู้จักใช้ปากให้จัดจ้าง

เหมือนเต่าฝั่งนั่งซื้ออื้อรำคาญ

วิชชาชาญมากเปล่าไม่เข้าที

นี่แหละโบราณจึงสอนว่า สิบรู้ไม่เท่าชำนาญ สิบได้ฟังไม่เท่าหนึ่งเห็น สิบเห็นไม่เท่าหนึ่งคลำ สิบคลำไม่เท่าหนึ่งทำเอง ขอให้ไปคิดทบทวนดูเถิด

ดีที่สามคือ ประพฤติดี คือ ความเคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจ ไม่ปล่อยให้กาย วาจา ไปกระทกระทั่งสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น คอยประครองคอยควบคุมพฤติกรรความเคลื่อนไหวของตน ให้เป็นไปอย่างมีกฎเกณฑ์ ตามกติกาของสังคม เป็นไปตามขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีตามกฎหมายบ้านเมือง ตามกฎแห่งศีลธรรม ฉะนั้น คนดีต้องมีสามระดับ

  • ดีเพราะไม่ชั่ว
  • ดีเพราะมีดี
  • ดีเพราะไม่ทำลายดี

ดีกันชาติหน้า

        พุทธโอวาท 

         “ผู้ที่มีความอดทน มีเมตตา ย่อมเป็นผู้มีลาภ มียศ อยู่เป็นสุข”

           โอวาทใดๆก็ไรค่า ถ้าไม่นำพามาปฏิบัติ โอวาทจะมีค่าต่อเมื่อประพฤติปฏิบัติตาม จึงขอรวบรวมพระพุทธโอวาทในพระไตรปิฎกบางตอนบางแห่งมาสู่ท่านผู้อ่าน เพื่อสร้างทัศนวิสัยให้มีโลกทัศน์ ทบทวนอดีต ล่วงรู้หลักโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้วก็ตาม พระพุทธโอวาทของพระองค์ก็มีประโยชน์ต่อผู้ประพฤติปฏิบัติตามเหลือคณนาหาที่เปรียบมิได้ ไม่มีผู้เสมอเหมือนจะหาโอวาทใดๆมาเทียบเคียงกับพระพุทธโอวาทเป็นไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย “ทำไม มนุษย์จึงยอมตัวให้อยู่ภายใต้การจองจำของสังคม ซึ่งมีแต่ความหลอกหลอน หลอกลวง สับปลับ และแปรผัน”

ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวให้เป็นทาสของสังคม จนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวมิได้ จะทำอะไร จะคิดอะไร ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด สังคมจึงหลายเป็นเครื่องจองจำชีวิตมนุษย์ซึ่งสำคัญตนว่าเจริญแล้ว ช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อผูกมัดตัวเองให้อึดอัดรำคาญ มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจ

จะเห็นได้ว่า ความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอเช่นวิหคนกกา

มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกัน แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้คือ เรื่องกามและเกียรติ มันเป็นภาระหนักของมนุษยชาติ สัตว์เดรัจฉานมันตัดไปได้อย่างหนึ่งคือ เรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกิน

นักพรตอย่างพวกเธอนี้ ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียว ปลดภาระไปได้อีกมาก แต่การกินอย่างนักพรตกับการกินของผู้บริโภคกามก็ดูเหมือนจะบริโภคแตกต่างกัน